Melodies of Life

Melodies of life

        ถ้าชีวิตเป็นเหมือนบทเพลง เราเองก็คงเป็นคอนดัคเตอร์คอยกำกับจังหวะชีวิตตัวเอง ในขณะที่ผู้ประพันธ์เพลงคือผู้คนมากมาย เหตุการณ์ต่างๆมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา บางคนยื่นท่วงทำนองอันแสนเศร้าสร้อยมาให้ ในขณะที่บางคนยื่นโน้ตดนตรีที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เราในฐานะคอนดัคเตอร์ไม่มีสิทธ์เลือก เราเลือกได้ว่าอยากให้ใครมาประพันธ์เพลงให้ แต่เพลงจะออกมาในรูปแบบไหน หลายๆครั้งเราไม่อาจควบคุมให้เป็นได้ดั่งใจ บทเพลงบางครั้งแสนเศร้าจนเราไม่อาจที่จะยืนโบกไม้บาตองต่อไปได้ บางคนเลือกที่จะจบคอนเสิร์ตของตัวเองลง ในขณะที่บางคนเลือกที่จะยืนหยัดคอยกำกับบทเพลงแห่งชีวิตต่อไป จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ท่วงทำนองสุดท้าย เสียงโน้ตลากยาวบนหน้าจอเครื่องตรวจจับชีพจร

        ณ ขณะนี้ผมโยนโบกไม้บาตองมาได้ยี่สิบสามปีแล้ว อันที่จริงจะบอกว่ายืนก็คงไม่ถูกต้องนัก หลายๆครั้ง ผมก็นั่งและนอน เป็นคอนดักเตอร์ที่ไม่มีวินัย คอนดักเตอร์อันแสนขี้เกียจ บทเพลงที่ผมต้องกำกับกำลังจะขึ้นหน้าใหม่ ผมได้เวลาพักครึ่ง เป็นอีกครั้งที่ผมได้มองย้อนกลับไปดูบทเพลงที่ผ่านๆมา สูดหายใจลึกๆ อีกไม่นานผมจะต้องกลับไปยืนบนเวทีอีก แต่ก่อนที่เค้าจะตามตัวผม ผมยังมีเวลา ก่อนที่จะต้องกลับไปทำท่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นบนเวที ผมยังมีเวลาที่จะร้องไห้

        ที่ผ่านมาโน้ตเพลงที่หลายๆคนยื่นให้ผมไม่ได้หวือหวานัก เป็นเพลงบรรเลงจังหวะสบายๆ มีบ้างบางครั้งที่ออกจะตื่นเต้นสักหน่อย อย่างเช่นเพลงจังหวะภารตะเมื่อไม่นานมานี้ นานๆทีจะมีบทเพลงที่แสนเศร้าหรือแสนสุขโผล่ออกมา พลิกดูหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยโน้ตเพลง ผมข้ามเพลงบรรเลงอันแสนธรรมดาไปอย่างรวดเร็ว มองหาบทเพลงแสนเศร้าที่ผมปั้นหน้ายิ้มไปตอนเล่นครั้งที่แล้ว

จริงๆด้วย มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ที่ผมทายเอาไว้ไม่ได้ผิดไปเลย

คนที่แต่งเพลงที่มีความสุขที่สุดกับเศร้าที่สุด เป็นคนคนเดียวกัน

        ไม่มีใครมาตามผมกลับไปบนเวที คงยังไม่ถึงเวลา ผมคงคิดไปเองว่าเวลามันผ่านไปนานแล้ว เวลาเศร้าเวลาจะผ่านไปช้ากว่าปกติเสมอ

        พวกเค้าควรมาเรียกผมได้แล้ว โน้ตดนตรีทั้งหมดเปียกน้ำหมดแล้ว

        ผมเคยได้ยินใครหลายๆคนบ่นว่า ถ้าพวกเค้าย้อนเวลาได้พวกเค้าจะกลับไปเลือกผู้ประพันธ์เพลงใหม่ หรือแอบไปแก้บทเพลงซะเอง ผมพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมพวกเค้าถึงคิดแบบนั้น ท่วงทำนองที่เปลี่ยนไปอาจเปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาล

        บางทีถ้าผมเปลี่ยนแปลงบางอย่างในอดีตได้ ตอนนี้โน้ตดนตรีทั้งหมดอาจจะไม่ต้องเปื่อยยุ่ยแบบนี้

        ผมนึกไปถึงตอนเด็กๆ ผมไม่ได้ออกจากบ้านบ่อยนัก พ่อแม่กลัวโจรมาลักพาตัวผมไป ผมจึงต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในบ้าน หมดเวลาไปกับการอ่านหนังสือ เล่นเกมหรือดูหนัง หนังหลายๆเรื่องผมดูซ้ำจนแทบจะจำคำพูดตัวละครได้ จนวันนึงผมได้ดูหนังเรื่อง “คุณยายของผมดีที่สุดในโลก” สิ่งต่อมาที่ผมพบคือผมร้องไห้ ร้องไห้ แล้วก็ร้องไห้ แน่นอนว่าผมจำคำพูดตัวละครไม่ได้ แต่ผมได้เรียนรู้สองสิ่ง อย่างแรกคือผมรักแม่ของผมมากแค่ไหน อย่างที่สองคือผมอยากจะกำกับหนังแบบนี้ หนังที่ทำให้เราย้อนกลับมามองตัวเอง และรู้ว่าเราเป็นใคร มาจากไหน เรารักใครบางคนมากแค่ไหน ใครบางคนแคร์เรามากแค่ไหนและอาจเป็นหนังที่เปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาล

        ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ผมก็ยังคงเลือกเรียนที่คณะนิเทศศาสตร์อยู่ ด้วยเหตุผลสองอย่าง อย่างแรกอย่างที่ผมบอกไป ผมต้องทำหนังเรื่องนั้นให้สำเร็จ การเรียนคณะสัตวแพทย์คงไม่ได้ทำให้ผมทำหนังอย่างที่ผมต้องการได้ อย่างที่สองถ้าผมไม่ได้เรียนคณะนิเทศศาสตร์ผมก็ไม่มีทางได้รู้จักใครบางคน คนที่ทำให้โน้ตดนตรีที่ผมกำกับมีสีสันขึ้นมา และอะไรบางอย่างก็สะดุดตาผม

        ผมว่าผมเจออะไรบางอย่าง มันคือโน้ตดนตรีที่มีความสุขเป็นพิเศษ ผมดูชื่อผู้ประพันธ์ จากนั้นรื้อกองโน้ตที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำดู

        คนๆนี้ ยังไม่ได้แต่งเพลงเศร้าเลย

        บางทีเค้าอาจจะไม่ชอบเพลงเศร้า หรือเค้าอาจจะยังแต่งไม่เสร็จ

        ผมไม่รู้

ผมไม่อยากย้อนเวลาแล้ว ผมจะลองเสี่ยงดู และหวังว่าคราวนี้ผมจะไม่จมน้ำตาย

        แต่ก่อนอื่น ผมว่าผมซ้อมเพลงเก่าๆดู ซักหน่อยดีกว่า

———————————————————————–

Girl’s toilet(ทำนองโดย ……)

        นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ที่ผมมาอยู่ในห้องน้ำหญิง

 

Borders

     The Boss บอกกับ Snake ว่าตอนที่ตัวเองขึ้นยานอวกาศออกไปนอกโลก เธอมองกลับมายังโลก และสิ่งที่เธอเห็นก็คือโลกไม่ได้มีเส้นแบ่งเขตแดนอะไรทั้งนั้น ประเทศ เมือง เส้นแบ่งพวกนั้นอยู่บนแผนที่ ที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เธอฝันเห็นโลกที่ผู้คนรวมเป็นหนึ่งเดียว World without borders
     
       จำได้ว่าตอนเล่นเมทัลเกียร์แล้วเจอSceneนี้เข้าไปนี่ถึงกับตาค้าง ปากค้างเลยทีเดียว 

      ทุกวันนี้โลกเรามีเทคโนโลยีที่ทำลายกำแพงพวกนี้มากขึ้น แต่ก็ตลกดีเหมือนกันที่ไอ้เส้นแบ่งบนแผนที่กลับมีมากขึ้น  เราต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น มากขึ้นและมากขึ้น

          ถ้าให้วาดแผนที่ในขบวนรถไฟฟ้า เราจะต้องวาดและตีเส้นช่วงให้ถี่มากถึงจะแบ่งความเป็นส่วนตัวของแต่ละคนได้ ชนิดที่ว่าถ้าไม่ใช้แว่นขยายอาจจะเห็นเป็นสีทึบไปเลยก็ได้

          พอนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็รู้สึกตลกตัวเองขึ้นมาทุกที เพราะเราเป็นคนไม่ชอบทำอะไรบนรถไฟฟ้า รู้สึกว่ามันใช้สมาธิได้ไม่เต็มที่ เดี่ยวต้องคอยดูว่าถึงป้ายรึยัง ยิ่งถ้าคนเยอะๆนี่มัวแต่ก้มหน้าทำอะไรอยู่ ก็จะออกจากรถไฟฟ้าไม่ทันเปล่าๆ พอเป็นคนที่ไม่ทำอะไรก็ได้สังเกตว่าคนบนรถไฟฟ้าแม่งก้มหน้าเล่นมือถือหมดเลย หนังสือก็เขียนเรื่องนี้บ่อยเหลือเกิน อ่านจนอินไปแล้ว ขึ้นรถไฟฟ้าทีไรเห็นคนกดมือถือแล้วก็รู้สึกถึงความตัวใครตัวมันของคนไทยไปหมด

         สมาร์ทโฟนเปลี่ยนคนไปหมด คนเอาแต่เล่นมือถือ

           แต่เอาจริงๆ ถ้าไม่มีสมาร์ทโฟน

          แล้วเราจะทำอะไรบนรถไฟฟ้า?

            จะชวนคนข้างๆคุยหรอ หรือจะออกกำลังกายดี หรือว่าจะจับกลุ่มคุยประเด็นข่าวกัน

            ถ้าจะเอาให้เข้ากับ World book capital ก็มาอ่านหนังสือกันดีกว่า

             สุดท้ายก็ก้มหน้าก้มตาอยู่กับตัวเองเหมือนเดิม

               ปล่อยคนเค้าเล่นโทรศัพท์ไปเถอะนะ อย่างน้อยก็ยังดีกว่านั่งเบื่อไม่มีอะไรทำ