วันเกิดอาม่า

.  : แม่ วันนี้วันเกิดอาม่า แม่ไม่เผาอะไรไปให้อาม่าบ้างหรอ
.. : แกอย่ามางมงายให้มันมากนัก แกก็รู้ว่าแม่ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ แล้วอีกอย่างอาม่าก็บอกเองด้วยว่าเผาไปก็ไม่        ได้อะไร
.  : อาม่าเนี่ยนะ อาม่าเป็นตัวตั้งตัวตีเลยไม่ใช่หรอเรื่องเนี้ย
.. : คนแก่ก็เงี้ยแหละแกไปถามอาม่าเองไป
.  : อาม่าตายแล้วแม่จะให้ผมไปถามยังไง

………………………………………………………………..

.   : อาม่า แล้วเมื่อก่อนไม่มีเฟสบุ๊กแล้วคนเค้าจะคุยกับญาติยังไง
… : เค้าก็ไปเข้าฝันไง จริงๆไปหาก็ได้ แต่เค้าว่ากันว่าไม่ค่อยเวิร์ก
.   : ม่า ผมถามไรม่าอย่างได้ป่ะ
… : ว่ามา
.   : ม่าตายได้ไงอ่ะ หมอบอกม่าหัวใจวายตาย แต่ม่าแข็งแรงออก ม่าเป็นแชมป์วิ่งมาราธอน พอม่าตายคนเลิก         วิ่งไปเต้นลดน้ำหนักแทนตั้งเยอะ
… : แกรู้อะไรมั๊ย ม่าเกลียดอีพวกสัตว์เลื้อยคลานยังกะอะไร ม่านั่งพักเหนื่อยอยู่ที่สวนลุม เห็นอีตัวเหี้ยมันปีน           ต้นไม้
.   : ตัวเหี้ยมันปีนต้นไม้ได้ด้วยหรอม่า ตัวมันใหญ่ออกมันไม่ตกมาหรอ
… : ตอนเด็กๆมันคงทำได้มั้ง อีตัวนี้มันเป็นตัวลูก เป็นตัวเล็ก โตๆแล้วมันคงทำไม่ได้ นี่แกอย่ามาขัดสิ ม่าเล่า         อยู่ พอม่าเห็นมันปีนต้นไม้ม่าก็ตกใจ ไม่คิดว่ามันปีนได้ กลัวมันตกลงมาใส่ แต่ม่านั่งอยู่ใต้ร่มถ้าตกมามันก็         ไม่โดนม่าอยู่ดี แต่แกรู้อะไรมั๊ย ม่านั่งอยู่พักนึงมันบินมาใส่ม่า ม่าตายตอนนั้นแหละ
.   : ตัวเหี้ยมันบินไม่ได้หรอกม่า
… : ก็ใช่ไง แต่ตายไปแล้วจะทำอะไรได้วะ พอตายแล้วถึงรู้ว่ามันเป็นอีกา
.   : แต่ถึงเป็นตัวเหี้ยก็ไม่น่าตายนะม่า ผมโดนแมงสาบบินใส่ตั้งแต่เด็ก ยังไม่ตายเลย
… : แกจะเอาอีแมงนั่นมาเทียบกับตัวเหี้ยได้ยังไง มันตัวนิดเดียวมันทำไรลื้อไม่ได้ อีตัวเหี้ยถึงเป็นลูกตัวมันก็           ใหญ่ นี่ เดี๋ยวม่าไปแล้วมีคนมาใช้คอมต่อ
.   : พรุ่งนี้คุยกันอีกนะม่า
… : ไม่ได้ๆ เค้าให้ได้เฉพาะวันเกิด รอปีหน้า
.   : ม่า ม่าเกิดวันแม่มาตั้งแต่เด็กป่ะ
… : อะไรของลื้อ
.   : แบบตอนม่าเกิด วันแม่มันเป็นวันอื่นเปล่าแล้วม่าถึงค่อยมาเกิดวันแม่ตอนโต แล้วต่อไปม่าจะไม่ได้เกิดวัน         แม่รึเปล่า
… : กูเกิ้ล
.   : ม่ากลัวตายมั๊ย
… : ม่าตายแล้ว ม่าไม่กลัวแล้ว ม่ากลัวตัวเหี้ยมากกว่า
.   : คิดถึงนะม่า
… : อย่าลืมม่านะ
.   : ไม่ลืมหรอกม่า
… : เอ็งตอนตาย พกไอโฟนไว้ด้วยนะ ม่าอยากเล่นเกม

คนขายบาร์บีคิว

    พี่พ่าย เป็นคนขายบาร์บีคิว เป็นหนึ่งในความทรงจำในวัยเด็ก เป็นคนขายของที่ผมคิดถึงที่สุดคนหนึ่ง
    ในหมู่บ้านของผมไม่ได้มีสิ่งบันเทิงมากมาย สมัยนั้นไม่ได้มีสมาร์ทโฟน ไม่ได้มีร้านเกม ไม่ได้มีอะไรให้เราใช้ความบันเทิงอยู่กับตัวเองมากมายนัก เมื่อช่องเก้าการ์ตูนจบ พวกเราจะปั่นจักรยานออกมารวมกันที่กลางหมู่บ้าน ใครที่มาสายก็จะถูกกดกริ่งเรียกหน้าบ้าน และกริ่งที่ถูกกดบ่อยที่สุดก็เป็นกริ่งหน้าบ้านผม อันที่จริงผมไม่ได้ตั้งใจจะมาสาย แต่ผมออกจากบ้านไม่ได้ แม่ไม่ให้ออก พ่อไม่ให้ออก พี่เลี้ยงอยากให้ออก แต่พี่เลี้ยงไม่อยากถูกไล่ออก เมื่อเสียงกริ่งดังจะมีจักรยานสี่ถึงห้าคันมาจอดรอหน้าบ้าน เมื่อเห็นเด็กจำนวนมากขนาดนั้น(สี่ถึงห้าคนหมายถึงเด็กเกือบทั้งหมู่บ้าน) แม่ผมก็จะแพ้แรงกดดันและยอมกดสวิตช์เปิดประตูให้ออกไปเอง (ประตูบ้านผมเป็นประตูไฟฟ้าผมจึงไม่สามารถหนีออกไปเล่นข้างนอกได้)
    เมื่อสมาชิกครบพวกเราก็จะเริ่มเล่นกัน บางครั้งเราเล่นแข่งจักรยาน บางครั้งเราเล่นสร้างปราสาททราย บางครั้งเราเล่นสร้างรีสอร์ท บางครั้งเราเอาไม้มาเป็นดาบ บางครั้งเราสร้างบ้านต้นไม้ บางครั้งเราพยายามดูแลลูกนกที่บาดเจ็บ บางครั้งเราเล่นตำรวจจับผู้ร้าย บางครั้งเราเล่นซ่อนแอบ(ที่แม่ผมบอกว่าให้เรียกว่าซ่อนหา)บางครั้งเราแกล้งกัน บางครั้งเราไปฟ้องแม่ บางครั้งเราร้องไห้ บางครั้งเราแกล้งหมาแล้วก็โดนหมาไล่กัด บางครั้งมีคนใหม่มาเราก็จะชวนเค้ามาเล่นด้วยกัน บางครั้งคนใหม่เป็นหญิงสาวน่ารักผมก็มักจะออมมือให้เวลาที่เราแข่งอะไรกัน แต่ทุกๆครั้งก็แทบจะไม่มีอะไรจะมาเบี่ยงเบนความสนใจเราไปได้ พวกเราเล่นกับแบบลืมเวลา ลืมไปว่าเด็กๆต้องกินข้าวให้ตรงเวลาจะได้โตเร็วๆ แต่ก็มีสองสิ่งที่สามารถเบี่ยงเบนความสนใจเราได้
    สิ่งแรกคือมนุษย์แม่ มนุษย์แม่มักจะมาตามพวกเราคนใดคนหนึ่งกลับไปกินข้าว ซึ่งก่อนหน้ามนุษย์แม่มักจะเป็นมนุษย์พี่เลี้ยงออกมาก่อน มนุษย์พี่เลี้ยงเป็นลูกสมุนของมนุษย์แม่ แต่มนุษย์พี่เลี้ยงเป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนหัด เสียงของมนุษย์พี่เลี้ยงเบากว่าเสียงใบไม้ตกลงบนพื้น มนุษย์พี่เลี้ยงต้องใช้ความพยายามในการเรียกพวกเรากลับไปกินข้าวเป็นสิบครั้งเพียงเพื่อที่พวกเราจะตอบกลับไปว่า “ไม่” ในขณะที่มนุษย์แม่ใช้พยายามเพียงครั้งเดียวในการเรียกพวกเรากลับไปกินข้าวเพื่อที่พวกเราจะตอบกลับไปว่า “ครับ”
    อีกสิ่งหนึ่งที่เรียกความสนใจเราได้คือเสียงรถของมนุษย์รถขายของ ซึ่งบางครั้งจะมาพร้อมกับเสียงกริ่งหรือเสียงดนตรี เมื่อมนุษย์รถขายของเหล่านี้ผ่านเข้ามาในหมู่บ้านพวกเราจะหันไปมองทันที ซึ่งก็ไม่รู้จะหันไปมองทำไมเพราะต่อให้หลับตาเราก็ยังบอกได้อยู่ดีว่าเสียงรถแบบนี้เป็นของใคร มาขายอะไร
    “ไอ ไอ้แก่ ไอ ไอ้แก่ ไอ ไอ้แก่ มาขายไอติม” พวกเราทุกคนร้องเพลงนี้ได้
    “วอลล์ใช้ส้นตีนตักมาแล้วค่าาา” พวกเราจำสโลแกนอันนี้ได้
    มนุษย์รถขายไอติมนอกจากจะขายไอติมแล้ว เรายังสามารถขอน้ำแข็งแห้งมาเล่นและขอขึ้นไปยืนบนรถแล้วขอให้รถพาไปส่งบ้านที่อยู่ไกลได้ด้วย ซึ่งจริงๆก็ไม่ได้ไกลเลยแต่ถือเป็นความเท่อย่างนึงของเด็กผู้ชายที่วิ่งไปไวพอที่จะแย่งที่ยืนบนรถได้ ซึ่งพวกเราก็อดกินไอติมไปพักหนึ่ง เพราะพ่อผมดันถอยรถโดนน้องตอนน้องซื้อไอติมพอดี พ่อผมก็เลยโมโหใส่ลุงขายไอติม(ไอ ไอ้แก่ในเพลง) ซึ่งลุงหายไปเลยหลายปี และวันนึงลุงก็กลับมา ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมลุงถึงกลับมา
    มนุษย์รถขายโตเกียวเป็นป้า ผมมักจะสั่งโตเกียวรวมมิตรราคายี่สิบบาทจะได้กินครบทุกไส้ มนุษย์ป้าคนนี้ขายเครปด้วย แต่ถ้าสั่งเครปรวมมิตรจะราคาสามสิบบาท ใช้แป้งแบบเดียวกันแต่บางกว่า มีครั้งหนึ่งที่มนุษย์ป้าคนนี้จามแล้วไม่ปิดปากผมเลยไม่ซื้อของกับมนุษย์ป้าคนนี้อีกเลย
    มนุษย์รถขายผลไม้เป็นสามีภรรยาแก่ๆคู่หนึ่ง พวกเราไม่ค่อยชอบมนุษย์คู่นี้ แน่นอนว่าพวกเราไม่มีใครเคยซื้อผลไม้จากรถคันนี้ รถขายผลไม้ใช้โทรโข่งเพื่อบอกว่าวันนั้นมีอะไรมาขาย ซึ่งก็มักจะเป็นแบบเดิมคือ ลองกอง ส้มโอ ส้ม เงาะ มะม่วง ลำไย ไม่มีพวกเราที่อยากกินของพวกนี้ เราจึงรำคาญเสียงนี้ไปโดยปริยาย และมนุษย์คู่นี้ก็ดูไม่รักเด็กด้วย
    มนุษย์รถขายน้ำแข็งไส ผมจำรายละเอียดไม่ได้มาก รู้แต่ว่าทุกๆครั้งที่เราสั่งเราต้องไปยืนดูเวลาพี่เค้าปั่นน้ำแข็งด้วยเครื่องแบบแมนนวลของเค้า การหยิบน้ำแข็งมาเป็นก้อนๆแล้วบดมันให้เป็นเกล็ดได้เป็นอะไรที่มหัศจรรย์มาก 
    มนุษย์รถขายโรตีไม่ค่อยพูด แต่มนุษย์รถขายโรตีทำให้พวกเรารู้ว่าคนขายโรตีทุกคนไม่ได้มาจากอินเดีย และทำให้พวกเรารู้จักประเทศบังคลาเทศ
    นอกจากนั้นก็ยังมีรถแปลกหน้าที่หลงเข้ามาเป็นครั้งคราว ขายนู่นขายนี่ที่พวกเราไม่ได้สนใจและโดนกลไกการคัดเลือกตามธรรมชาติของพวกเรากำจัดไปเอง
    อันที่จริงมีลุงขายไอติมโบราณคันหนึ่งหลงเข้ามา ลุงพูดบรรยายสรรพคุณไอติมของลุงเป็นเวลาสามนาทีแล้วจบด้วยคำพูดว่า “ให้เสียงภาษาไทยโดยพันธมิตร” พวกเราทุกคนชอบลุงมาก เหมือนมีตลกนั่งรถมาเล่นให้ดู ไม่มีใครซื้อไอติมของลุง ลุงไม่กลับมาอีกเลย
    มีพี่คนหนึ่งที่ผมผูกพันเป็นพิเศษ พี่เป็นคนขายบาร์บีคิว ชื่อพ่าย บางครั้งพี่มากับเมีย บางครั้งพี่ก็มาคนเดียว พี่พ่ายเป็นหนุ่มผมยาว แต่งตัวง่ายๆ ยิ้มและหัวเราะตลอดเวลา อะไรบางอย่างทำให้ผมชอบพี่พ่าย ผมมักจะสั่งบาร์บีคิวแปดไม้ เอาทุกอย่าง อย่างละไม้ ไม้ละห้าบาท เป็นสี่สิบบาท ซึ่งก็ไม่รู้จะสั่งแบบนี้ไปทำไมในเมื่อผมมักจะกินไม้อื่นๆก่อนแล้วเหลือตับกับหนังไก่ไว้กินสุดท้ายเพราะผมชอบที่สุด
    เหตุผลหนึ่งที่ผมผูกพันกับพี่พ่ายเป็นพิเศษเพราะพี่มักจะมาเวลาเย็นที่คนอื่นจะกลับบ้านไปหมดแล้ว เมื่อไม่มีคนอื่นให้สนใจผมก็สนใจแต่บาร์บีคิว ดูตอนที่มันถูกวางลงบนตะแกรง ดูตอนที่มันถูกโรยเกลือและพริกไทยลงไป และบางครั้งผมก็ได้พลิกไม้และทาเนย รวมถึงเหยาะเกลือและพริกไทยเองด้วย และพี่พ่ายก็มักจะมาพร้อมกับอิสรภาพ ในเมื่อมันเป็นเวลาเย็นผมจึงอยู่ในบ้านแล้ว ไม่ได้ออกมาแล้ว แต่การซื้อบาร์บีคิวเป็นอะไรที่ต้องออกไปเลือก หยิบขึ้นมาเอง ไม่สามารถเกาะประตูไฟฟ้าซื้อได้ แม่ผมจึงต้องเปิดประตูให้ออกไป พี่พ่ายจึงถือว่าเป็นผู้ปลดปล่อยผมในทางหนึ่ง และก็เพราะเป็นเวลาเย็นอีกนั่นแหละ ผมจึงได้เจอพี่พ่ายทุกวัน เพราะกว่าผมจะกลับบ้านผมก็ไม่ทันรถคันอื่นที่มาช่วงบ่ายๆไปแล้ว
   เป็นอันว่าพี่พ่ายมาพร้อมกับความอร่อย มาพร้อมกับอิสรภาพ มาพร้อมกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พี่พ่านเป็นมนุษย์รถขายของที่ผมรักที่สุด
   และวันนึงพี่พ่ายก็จากไป หายไปเลย ผมไม่ได้ยินเสียงพี่พ่ายอีกเลย ไม่มีเสียงรถ เสียงแตร ผมไม่รู้เลยว่าพี่เค้าไปไหน ทำอะไรอยู่ ตายไปแล้ว มีชีวิตอยู่ หรือออกไปทำขายตรงแล้ว หรือพี่พ่ายพ่ายแพ้ต่อชะตากรรมบางอย่างในชีวิต
   ผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมซื้อบาร์บีคิวกินเกือบทุกวัน พ่อผมไม่ได้ถอยรถชนน้องผมตอนน้องผมกำลังซื้อบาร์บีคิว ตัวผมในวัยเด็กไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าคนเราจะหายไปเฉยๆได้ยังไง และผมก็ยังคงเฝ้ารออยู่ทุกวัน แต่ผมก็ไม่เคยได้ยินเสียงรถคันนั้นอีกเลย
   ผมได้แต่หวังว่าเมื่อวันนึงผมได้ยินเสียงรถคันนั้นอีก ผมจะมีเงินในกระเป๋าพอที่จะซื้อบาร์บีคิวอย่างละไม้ ไม้ละห้าบาท เป็นสี่สิบบาท