Life Always find its Balance

…..It was twelve pm now and I’m still thinking about jeans. I was thinking about jeans for 3 days now. I want to find a perfect jeans for my birthday but it’s not an easy task. It’s always too big for me even if I find the right fit then the leg is too skinny. To make the matter worse, this evening when I was checking my old jeans I was hungry so I left the jeans on the laundry basket and went to the kitchen to grab a donut to eat. It was 5 minutes and when I came out I couldn’t find my jeans. I walked around the house for a while only to find that my jeans was in the washing machine. My father put the jeans in the washing machine when I was eating donut. Putting a man jeans in a washing machine is like putting a wrong set of makeup on a woman face except that you have to live with this makeup for the rest of your life. You either buy new jeans or live with the makeup. I swear that I will never eat Dunkin donut again and went straight to bed to clear my mind. I wasn’t angry. I didn’t feel anything at all.

…..I slept for 3 hours. I walked down stair to the computer to watch a movie. The movie was so-so but there are whales in the movies and that is good. I want to swim with whale some days. I always like whale movies (especially Free Willy). I checked the email and this is when the life start to turn in the different swing.

…..I got an email from a friend that I met in Nepal. I sent my email about 3 months ago and I didn’t expect the reply by now. The email was good. I got some pictures that made me thinking about my time there and kinda make me smile. He asked me some question that makes me think about my life. There were good questions. Sometimes questions worth more than answers. I walked outside to check my jeans. It didn’t look bad like I expect. In fact it’s look better. My father must have used the normal detergent not the detergent for dark clothes that I would use if I were to watch my own jeans and with normal detergent came the nice fading effect on the jeans.

…..Back to my Nepal trip I ran out of money so I didn’t reach my final destination. I had to stay in a little town for a while to take the bus the next morning. This town wasn’t my original plan. This town wasn’t any tourists plan so there were no tourist at all. There were nothing much to do so I went for a walk. I found a boulder near a river. I sat on it. I opened my notebook to write. I noticed a girl washing clothes in the river. I stop to look. She was looking at me. She continued the laundry. She left. Another two girls came to play. They were dancing. They were smiling. I look up to the sky. The sky were filled with eagles. They were flying. They were singing the eagle song. I continued to sit there staring at the river, listening to the eagles, the river, the children playing. The sun were going down. The color changed. It was the perfect moment. It was the perfect day.

…..Life always find its balance. Sometimes the shopkeeper give you too much changes but the next day you lost the money. Sometimes your friend pays for your dinner but the next day you have to pay for your brother or sister. Sometimes someone break your heart leaving your heart feeling so empty but someday you find a perfect girl that you enjoy every moment with her that you keep asking yourself “If I were still in relationship where would I put her in my heart? I’m I gonna be the one that hurt my loved one? “

…..You cannot enjoy every moment of your life. It is a hard thing for normal people to put up with the hardship, with the sadness of life. But you can prepare. So that when the time comes. When it is your turn to smile. When life gain its balance. You will enjoy that moment to the fullest.                (I’m okay with eating Dunkin donut now)

วันเกิดอาม่า

.  : แม่ วันนี้วันเกิดอาม่า แม่ไม่เผาอะไรไปให้อาม่าบ้างหรอ
.. : แกอย่ามางมงายให้มันมากนัก แกก็รู้ว่าแม่ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ แล้วอีกอย่างอาม่าก็บอกเองด้วยว่าเผาไปก็ไม่        ได้อะไร
.  : อาม่าเนี่ยนะ อาม่าเป็นตัวตั้งตัวตีเลยไม่ใช่หรอเรื่องเนี้ย
.. : คนแก่ก็เงี้ยแหละแกไปถามอาม่าเองไป
.  : อาม่าตายแล้วแม่จะให้ผมไปถามยังไง

………………………………………………………………..

.   : อาม่า แล้วเมื่อก่อนไม่มีเฟสบุ๊กแล้วคนเค้าจะคุยกับญาติยังไง
… : เค้าก็ไปเข้าฝันไง จริงๆไปหาก็ได้ แต่เค้าว่ากันว่าไม่ค่อยเวิร์ก
.   : ม่า ผมถามไรม่าอย่างได้ป่ะ
… : ว่ามา
.   : ม่าตายได้ไงอ่ะ หมอบอกม่าหัวใจวายตาย แต่ม่าแข็งแรงออก ม่าเป็นแชมป์วิ่งมาราธอน พอม่าตายคนเลิก         วิ่งไปเต้นลดน้ำหนักแทนตั้งเยอะ
… : แกรู้อะไรมั๊ย ม่าเกลียดอีพวกสัตว์เลื้อยคลานยังกะอะไร ม่านั่งพักเหนื่อยอยู่ที่สวนลุม เห็นอีตัวเหี้ยมันปีน           ต้นไม้
.   : ตัวเหี้ยมันปีนต้นไม้ได้ด้วยหรอม่า ตัวมันใหญ่ออกมันไม่ตกมาหรอ
… : ตอนเด็กๆมันคงทำได้มั้ง อีตัวนี้มันเป็นตัวลูก เป็นตัวเล็ก โตๆแล้วมันคงทำไม่ได้ นี่แกอย่ามาขัดสิ ม่าเล่า         อยู่ พอม่าเห็นมันปีนต้นไม้ม่าก็ตกใจ ไม่คิดว่ามันปีนได้ กลัวมันตกลงมาใส่ แต่ม่านั่งอยู่ใต้ร่มถ้าตกมามันก็         ไม่โดนม่าอยู่ดี แต่แกรู้อะไรมั๊ย ม่านั่งอยู่พักนึงมันบินมาใส่ม่า ม่าตายตอนนั้นแหละ
.   : ตัวเหี้ยมันบินไม่ได้หรอกม่า
… : ก็ใช่ไง แต่ตายไปแล้วจะทำอะไรได้วะ พอตายแล้วถึงรู้ว่ามันเป็นอีกา
.   : แต่ถึงเป็นตัวเหี้ยก็ไม่น่าตายนะม่า ผมโดนแมงสาบบินใส่ตั้งแต่เด็ก ยังไม่ตายเลย
… : แกจะเอาอีแมงนั่นมาเทียบกับตัวเหี้ยได้ยังไง มันตัวนิดเดียวมันทำไรลื้อไม่ได้ อีตัวเหี้ยถึงเป็นลูกตัวมันก็           ใหญ่ นี่ เดี๋ยวม่าไปแล้วมีคนมาใช้คอมต่อ
.   : พรุ่งนี้คุยกันอีกนะม่า
… : ไม่ได้ๆ เค้าให้ได้เฉพาะวันเกิด รอปีหน้า
.   : ม่า ม่าเกิดวันแม่มาตั้งแต่เด็กป่ะ
… : อะไรของลื้อ
.   : แบบตอนม่าเกิด วันแม่มันเป็นวันอื่นเปล่าแล้วม่าถึงค่อยมาเกิดวันแม่ตอนโต แล้วต่อไปม่าจะไม่ได้เกิดวัน         แม่รึเปล่า
… : กูเกิ้ล
.   : ม่ากลัวตายมั๊ย
… : ม่าตายแล้ว ม่าไม่กลัวแล้ว ม่ากลัวตัวเหี้ยมากกว่า
.   : คิดถึงนะม่า
… : อย่าลืมม่านะ
.   : ไม่ลืมหรอกม่า
… : เอ็งตอนตาย พกไอโฟนไว้ด้วยนะ ม่าอยากเล่นเกม

คนขายบาร์บีคิว

    พี่พ่าย เป็นคนขายบาร์บีคิว เป็นหนึ่งในความทรงจำในวัยเด็ก เป็นคนขายของที่ผมคิดถึงที่สุดคนหนึ่ง
    ในหมู่บ้านของผมไม่ได้มีสิ่งบันเทิงมากมาย สมัยนั้นไม่ได้มีสมาร์ทโฟน ไม่ได้มีร้านเกม ไม่ได้มีอะไรให้เราใช้ความบันเทิงอยู่กับตัวเองมากมายนัก เมื่อช่องเก้าการ์ตูนจบ พวกเราจะปั่นจักรยานออกมารวมกันที่กลางหมู่บ้าน ใครที่มาสายก็จะถูกกดกริ่งเรียกหน้าบ้าน และกริ่งที่ถูกกดบ่อยที่สุดก็เป็นกริ่งหน้าบ้านผม อันที่จริงผมไม่ได้ตั้งใจจะมาสาย แต่ผมออกจากบ้านไม่ได้ แม่ไม่ให้ออก พ่อไม่ให้ออก พี่เลี้ยงอยากให้ออก แต่พี่เลี้ยงไม่อยากถูกไล่ออก เมื่อเสียงกริ่งดังจะมีจักรยานสี่ถึงห้าคันมาจอดรอหน้าบ้าน เมื่อเห็นเด็กจำนวนมากขนาดนั้น(สี่ถึงห้าคนหมายถึงเด็กเกือบทั้งหมู่บ้าน) แม่ผมก็จะแพ้แรงกดดันและยอมกดสวิตช์เปิดประตูให้ออกไปเอง (ประตูบ้านผมเป็นประตูไฟฟ้าผมจึงไม่สามารถหนีออกไปเล่นข้างนอกได้)
    เมื่อสมาชิกครบพวกเราก็จะเริ่มเล่นกัน บางครั้งเราเล่นแข่งจักรยาน บางครั้งเราเล่นสร้างปราสาททราย บางครั้งเราเล่นสร้างรีสอร์ท บางครั้งเราเอาไม้มาเป็นดาบ บางครั้งเราสร้างบ้านต้นไม้ บางครั้งเราพยายามดูแลลูกนกที่บาดเจ็บ บางครั้งเราเล่นตำรวจจับผู้ร้าย บางครั้งเราเล่นซ่อนแอบ(ที่แม่ผมบอกว่าให้เรียกว่าซ่อนหา)บางครั้งเราแกล้งกัน บางครั้งเราไปฟ้องแม่ บางครั้งเราร้องไห้ บางครั้งเราแกล้งหมาแล้วก็โดนหมาไล่กัด บางครั้งมีคนใหม่มาเราก็จะชวนเค้ามาเล่นด้วยกัน บางครั้งคนใหม่เป็นหญิงสาวน่ารักผมก็มักจะออมมือให้เวลาที่เราแข่งอะไรกัน แต่ทุกๆครั้งก็แทบจะไม่มีอะไรจะมาเบี่ยงเบนความสนใจเราไปได้ พวกเราเล่นกับแบบลืมเวลา ลืมไปว่าเด็กๆต้องกินข้าวให้ตรงเวลาจะได้โตเร็วๆ แต่ก็มีสองสิ่งที่สามารถเบี่ยงเบนความสนใจเราได้
    สิ่งแรกคือมนุษย์แม่ มนุษย์แม่มักจะมาตามพวกเราคนใดคนหนึ่งกลับไปกินข้าว ซึ่งก่อนหน้ามนุษย์แม่มักจะเป็นมนุษย์พี่เลี้ยงออกมาก่อน มนุษย์พี่เลี้ยงเป็นลูกสมุนของมนุษย์แม่ แต่มนุษย์พี่เลี้ยงเป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนหัด เสียงของมนุษย์พี่เลี้ยงเบากว่าเสียงใบไม้ตกลงบนพื้น มนุษย์พี่เลี้ยงต้องใช้ความพยายามในการเรียกพวกเรากลับไปกินข้าวเป็นสิบครั้งเพียงเพื่อที่พวกเราจะตอบกลับไปว่า “ไม่” ในขณะที่มนุษย์แม่ใช้พยายามเพียงครั้งเดียวในการเรียกพวกเรากลับไปกินข้าวเพื่อที่พวกเราจะตอบกลับไปว่า “ครับ”
    อีกสิ่งหนึ่งที่เรียกความสนใจเราได้คือเสียงรถของมนุษย์รถขายของ ซึ่งบางครั้งจะมาพร้อมกับเสียงกริ่งหรือเสียงดนตรี เมื่อมนุษย์รถขายของเหล่านี้ผ่านเข้ามาในหมู่บ้านพวกเราจะหันไปมองทันที ซึ่งก็ไม่รู้จะหันไปมองทำไมเพราะต่อให้หลับตาเราก็ยังบอกได้อยู่ดีว่าเสียงรถแบบนี้เป็นของใคร มาขายอะไร
    “ไอ ไอ้แก่ ไอ ไอ้แก่ ไอ ไอ้แก่ มาขายไอติม” พวกเราทุกคนร้องเพลงนี้ได้
    “วอลล์ใช้ส้นตีนตักมาแล้วค่าาา” พวกเราจำสโลแกนอันนี้ได้
    มนุษย์รถขายไอติมนอกจากจะขายไอติมแล้ว เรายังสามารถขอน้ำแข็งแห้งมาเล่นและขอขึ้นไปยืนบนรถแล้วขอให้รถพาไปส่งบ้านที่อยู่ไกลได้ด้วย ซึ่งจริงๆก็ไม่ได้ไกลเลยแต่ถือเป็นความเท่อย่างนึงของเด็กผู้ชายที่วิ่งไปไวพอที่จะแย่งที่ยืนบนรถได้ ซึ่งพวกเราก็อดกินไอติมไปพักหนึ่ง เพราะพ่อผมดันถอยรถโดนน้องตอนน้องซื้อไอติมพอดี พ่อผมก็เลยโมโหใส่ลุงขายไอติม(ไอ ไอ้แก่ในเพลง) ซึ่งลุงหายไปเลยหลายปี และวันนึงลุงก็กลับมา ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมลุงถึงกลับมา
    มนุษย์รถขายโตเกียวเป็นป้า ผมมักจะสั่งโตเกียวรวมมิตรราคายี่สิบบาทจะได้กินครบทุกไส้ มนุษย์ป้าคนนี้ขายเครปด้วย แต่ถ้าสั่งเครปรวมมิตรจะราคาสามสิบบาท ใช้แป้งแบบเดียวกันแต่บางกว่า มีครั้งหนึ่งที่มนุษย์ป้าคนนี้จามแล้วไม่ปิดปากผมเลยไม่ซื้อของกับมนุษย์ป้าคนนี้อีกเลย
    มนุษย์รถขายผลไม้เป็นสามีภรรยาแก่ๆคู่หนึ่ง พวกเราไม่ค่อยชอบมนุษย์คู่นี้ แน่นอนว่าพวกเราไม่มีใครเคยซื้อผลไม้จากรถคันนี้ รถขายผลไม้ใช้โทรโข่งเพื่อบอกว่าวันนั้นมีอะไรมาขาย ซึ่งก็มักจะเป็นแบบเดิมคือ ลองกอง ส้มโอ ส้ม เงาะ มะม่วง ลำไย ไม่มีพวกเราที่อยากกินของพวกนี้ เราจึงรำคาญเสียงนี้ไปโดยปริยาย และมนุษย์คู่นี้ก็ดูไม่รักเด็กด้วย
    มนุษย์รถขายน้ำแข็งไส ผมจำรายละเอียดไม่ได้มาก รู้แต่ว่าทุกๆครั้งที่เราสั่งเราต้องไปยืนดูเวลาพี่เค้าปั่นน้ำแข็งด้วยเครื่องแบบแมนนวลของเค้า การหยิบน้ำแข็งมาเป็นก้อนๆแล้วบดมันให้เป็นเกล็ดได้เป็นอะไรที่มหัศจรรย์มาก 
    มนุษย์รถขายโรตีไม่ค่อยพูด แต่มนุษย์รถขายโรตีทำให้พวกเรารู้ว่าคนขายโรตีทุกคนไม่ได้มาจากอินเดีย และทำให้พวกเรารู้จักประเทศบังคลาเทศ
    นอกจากนั้นก็ยังมีรถแปลกหน้าที่หลงเข้ามาเป็นครั้งคราว ขายนู่นขายนี่ที่พวกเราไม่ได้สนใจและโดนกลไกการคัดเลือกตามธรรมชาติของพวกเรากำจัดไปเอง
    อันที่จริงมีลุงขายไอติมโบราณคันหนึ่งหลงเข้ามา ลุงพูดบรรยายสรรพคุณไอติมของลุงเป็นเวลาสามนาทีแล้วจบด้วยคำพูดว่า “ให้เสียงภาษาไทยโดยพันธมิตร” พวกเราทุกคนชอบลุงมาก เหมือนมีตลกนั่งรถมาเล่นให้ดู ไม่มีใครซื้อไอติมของลุง ลุงไม่กลับมาอีกเลย
    มีพี่คนหนึ่งที่ผมผูกพันเป็นพิเศษ พี่เป็นคนขายบาร์บีคิว ชื่อพ่าย บางครั้งพี่มากับเมีย บางครั้งพี่ก็มาคนเดียว พี่พ่ายเป็นหนุ่มผมยาว แต่งตัวง่ายๆ ยิ้มและหัวเราะตลอดเวลา อะไรบางอย่างทำให้ผมชอบพี่พ่าย ผมมักจะสั่งบาร์บีคิวแปดไม้ เอาทุกอย่าง อย่างละไม้ ไม้ละห้าบาท เป็นสี่สิบบาท ซึ่งก็ไม่รู้จะสั่งแบบนี้ไปทำไมในเมื่อผมมักจะกินไม้อื่นๆก่อนแล้วเหลือตับกับหนังไก่ไว้กินสุดท้ายเพราะผมชอบที่สุด
    เหตุผลหนึ่งที่ผมผูกพันกับพี่พ่ายเป็นพิเศษเพราะพี่มักจะมาเวลาเย็นที่คนอื่นจะกลับบ้านไปหมดแล้ว เมื่อไม่มีคนอื่นให้สนใจผมก็สนใจแต่บาร์บีคิว ดูตอนที่มันถูกวางลงบนตะแกรง ดูตอนที่มันถูกโรยเกลือและพริกไทยลงไป และบางครั้งผมก็ได้พลิกไม้และทาเนย รวมถึงเหยาะเกลือและพริกไทยเองด้วย และพี่พ่ายก็มักจะมาพร้อมกับอิสรภาพ ในเมื่อมันเป็นเวลาเย็นผมจึงอยู่ในบ้านแล้ว ไม่ได้ออกมาแล้ว แต่การซื้อบาร์บีคิวเป็นอะไรที่ต้องออกไปเลือก หยิบขึ้นมาเอง ไม่สามารถเกาะประตูไฟฟ้าซื้อได้ แม่ผมจึงต้องเปิดประตูให้ออกไป พี่พ่ายจึงถือว่าเป็นผู้ปลดปล่อยผมในทางหนึ่ง และก็เพราะเป็นเวลาเย็นอีกนั่นแหละ ผมจึงได้เจอพี่พ่ายทุกวัน เพราะกว่าผมจะกลับบ้านผมก็ไม่ทันรถคันอื่นที่มาช่วงบ่ายๆไปแล้ว
   เป็นอันว่าพี่พ่ายมาพร้อมกับความอร่อย มาพร้อมกับอิสรภาพ มาพร้อมกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พี่พ่านเป็นมนุษย์รถขายของที่ผมรักที่สุด
   และวันนึงพี่พ่ายก็จากไป หายไปเลย ผมไม่ได้ยินเสียงพี่พ่ายอีกเลย ไม่มีเสียงรถ เสียงแตร ผมไม่รู้เลยว่าพี่เค้าไปไหน ทำอะไรอยู่ ตายไปแล้ว มีชีวิตอยู่ หรือออกไปทำขายตรงแล้ว หรือพี่พ่ายพ่ายแพ้ต่อชะตากรรมบางอย่างในชีวิต
   ผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมซื้อบาร์บีคิวกินเกือบทุกวัน พ่อผมไม่ได้ถอยรถชนน้องผมตอนน้องผมกำลังซื้อบาร์บีคิว ตัวผมในวัยเด็กไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าคนเราจะหายไปเฉยๆได้ยังไง และผมก็ยังคงเฝ้ารออยู่ทุกวัน แต่ผมก็ไม่เคยได้ยินเสียงรถคันนั้นอีกเลย
   ผมได้แต่หวังว่าเมื่อวันนึงผมได้ยินเสียงรถคันนั้นอีก ผมจะมีเงินในกระเป๋าพอที่จะซื้อบาร์บีคิวอย่างละไม้ ไม้ละห้าบาท เป็นสี่สิบบาท
   

    

สิ่งที่หายไป

หนังสือและคนขายบาร์บีคิว

หนังสือ

     ผมมาอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติเป็นครั้งที่สองในรอบหนึ่งเดือน และเป็นครั้งที่สองในชีวิต ผมมาตามหาหนังสือบางเล่มที่กาลเวลาได้ทำให้มันหายไปจากร้านหนังสือและหายไปจากความทรงจำของผู้คน แต่ไม่ใช่จากความทรงจำของผม นับว่าเทพเจ้าแห่งหนังสือยังคงเข้าข้างผมที่ทำให้ผมได้อ่านหนังสือที่อ่านค้างไว้ในวัยเด็ก สมัยยังเป็นเด็กตัวเล็กๆผู้หลงใหลในนิยายแฟนตาซี และหนังสือที่ผมอ่านค้างไว้ก็ไม่ได้มีเรื่องเดียว นี่จึงเป็นเหตุผลของการมาที่นี่เป็นครั้งที่สอง

     ผมกวาดสายตาหาตัวเลขหมวดหนังสือตามที่จดมาจากคอมพิวเตอร์…. ไม่เจอ

     ผมดูตัวเลขที่จดมาให้แน่ใจ กลับไปดูบนชั้นอีกรอบ…. ไม่เจอ

     ผมไล่ดูหนังสือทั้งตู้ เผื่อว่าหนังสือจะหลงไปอยู่ในช่องอื่น… ไม่เจอ

     ผมเดินไปถามบรรณารักษ์ บรรณารักษ์พาผมไปยังชั้นหนังสือ ซึ่งอยู่คนละฝั่งกับที่ผมไล่ดู เป็นอันว่าผมดูผิดมาตลอด ผมเจอหนังสือที่ผมตามหาจึงขอบคุณบรรณารักษ์ บรรณารักษ์จากไปทิ้งผมให้อยู่กับความสุขเล็กๆที่กำลังก่อตัวขึ้นมา ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ดีแล้วเพราะถ้าบรรณารักษ์ยังคงยืนอยู่ผมอาจเริ่มพูดภาษาเอลฟ์ใส่บรรณารักษ์ ผมกำลังกลับไปเป็นเด็กตัวเล็กๆ อีกครั้ง ผมรู้สึกได้ถึงกลิ่นของเวทมนตร์ ความร้อนจากไฟของมังกร ผมกำลังตามหาหนังสือเล่มที่สองกับเล่มที่สี่ ผมเริ่มเอียงค.(คอ)ไล่ดูตั้งแต่เล่มแรก ผมมักจะทำอย่างนี้เสมอ เก็บของที่ชอบเอาไว้สุดท้าย

     เล่มหนึ่ง เล่มสอง แล้วก็เล่มส….. สี่
ผมตั้งค.ตรงและกลับไปเริ่มใหม่อีกครั้ง
เล่มหนึ่ง เล่มสอง แล้วก็เล่มส… สี่
ไม่มีเล่มสาม…..
ผมทำวนแบบนี้อยู่ประมาณห้ารอบ แล้วก็กลับไปใช้วิธีเดิม คือไล่ดูหนังสือทั้งตู้ เผื่อว่ามันจะหลงไปอยู่ช่องอื่น

    ไม่เจอ

    ผมเดินไปหาบรรณารักษ์ ห้านาทีผ่านไปผมออกมายืนค.ตกอยู่ด้านหน้าของหอสมุดแห่งชาติ

    ผมรู้สึกเหมือนเด็กสาวที่พ่อแม่สัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาบาร์บี้นางเงือกให้เป็นของขวัญวันเกิด เด็กสาวนับวันรอและชำเลืองมองตุ๊กตาตัวนั้นทุกครั้งที่เดินผ่านพลางคิดว่าจะตั้งชื่อให้เจ้าเงือกน้อยว่าอะไรดี นี่จะเป็นวันเกิดที่มีความสุขที่สุดในชีวิต ผมรู้สึกเหมือนเด็กสาวคนนั้นตอนที่พ่อแม่พาเธอไปร้านขายของเล่นในวันเกิดและพบว่าตุ๊กตาบาร์บี้เงือกน้อยหมดไปแล้ว มีคนซื้อไปแล้ว เงือกน้อยจากเธอไปแล้ว เธอจะไม่มีวันได้พบมันอีก

    แต่ขณะที่ผมเดินค.ตกออกจากที่นั่น ผมก็พบอะไรบางอย่าง เป็นสิ่งที่ผมหลงลืมไปนานแล้ว มันคือต้นไม้ที่มีดอกสีแดง และมีเม็ดสีดำกับเขียวอยู่ข้างใน ผมเจอต้นมิกกี้เมาส์ ต้นไม้ที่เคยมีความทรงจำร่วมกับผมตอนเด็กๆ เป็นอาหารของนกขุนทองตอนที่ผมอยากให้มันหิว (นกขุนทองที่บ้านผมกินทุกอย่างที่ถูกยื่นให้ผ่านกรง) เป็นเป้าซ้อมฟันดาบ เป็นความภาคภูมิใจเวลาเพื่อนมาบ้าน ผมลืมไปแล้วว่ามีต้นไม้ชนิดนี้อยู่ และเคยมีมันอยู่ในบ้าน

    เป็นอันว่าผมไม่เจอสิ่งที่ผมตามหาแต่กลับเจอสิ่งที่ไม่ได้ตามหา ค. ของผมตั้งตรงอีกครั้ง บางทีสิ่งที่ผมเจอมันอาจจะทดแทนกันได้ พลาดความทรงจำบางอย่าง แต่ได้ความทรงจำบางอย่างกลับมา แล้วก็ไม่ใช่ว่าผมจะไม่มีทางหาหนังสือเล่มนั้นเจอซะทีเดียว บางทีผมอาจรับซื้อมันได้จากอินเตอร์เนต ห้องสมุดที่ไหนสักแห่งที่ไม่สามารถค้นหาได้ด้วยอินเตอร์เนตอาจมีมันอยู่ ใครที่ผมรู้จักอาจมีมันอยู่ และต้นมิกกี้เมาส์ก็เอาความทรงจำกลับมาตั้งหลายอย่าง

    หนึ่งในความทรงจำที่มิกกี้เมาส์เอากลับมาก็คือเรื่องของ “คนขายบาร์บีคิว”
คนขายบาร์บีคิวที่หายไปจากชีวิตและไม่มีวันกลับมา

………..

A Recipe for the Perfect Human

“มนุษย์เป็นสิ่งที่มีเสน่ห์”
ผมจำไม่ได้ว่าบทสนทนาระหว่างเราดำเนินมาถึงจุดนี้ได้ยังไง ผมเพิ่งจะเล่าให้ยอห์นฟังถึงสิ่งที่อยู่ในความคิดผมตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งผมก็จำไม่ได้อีกเช่นกันว่าความคิดนี้เริ่มมาอยู่ในหัวผมได้ยังไง
เรามักจะมองหาความสมบูรณ์แบบให้กับชีวิต เราเลือกหนังสือที่ยับเยินน้อยที่สุดในร้าน เราคืนของให้ร้านเมื่อพบว่าสินค้ามีตำหนิ เรามองหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิต
มนุษย์ผู้ชายอย่างพวกเราโตขึ้นมาด้วยความเชื่อว่าพวกเราจะต้องดูดีและเท่ตลอดเวลา เมื่อเราโตขึ้น เราเอาโดราเอมอน เราเอาเซเลอร์มูนออกจากชีวิต เราเอาเหล้า เอาบุหรี่เข้ามาในชีวิต เราเริ่มตอบคำถามด้วยความคูลมากกว่าความจริง เราพยายามปกปิดจุดอ่อนของเราด้วยอะไรก็ตามที่เรามองว่าสมบูรณ์แบบ
เมื่อโตขึ้นผมพบว่าไม่ใช่แค่เรามนุษย์ผู้ชายที่เป็นเช่นนั้น ผู้หญิงก็มีความคูลในแบบผู้หญิง โลกเราเต็มไปด้วยคนคูลๆ
ผมเล่าให้ยอห์นฟังถึงบทสนทนาระหว่างผมกับมนุษย์คนหนึ่ง คนที่ทำให้ผมพบว่ามีมนุษย์ที่กินกล้วยแล้วคันคิ้ว ผมเล่าให้ยอห์นฟังว่านั่นเป็นจุดที่ทำให้ผมยิ้ม ผมพบว่าท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความสมบูรณ์แบบ จุดอ่อนหรือตำหนิเล็กน้อยกลับทำให้มนุษย์มีเสน่ห์ โดยเฉพาะเมื่อเรากล้าพูดถึงมันอย่างไม่อายใคร นั่นเป็นสิ่งที่เซ็กซี่และเท่มากๆ
ผมแยกทางกับยอห์นหลังจากนั้นและได้เพื่อนร่วมทางคนใหม่คืออารีย์
อารีย์เป็นลูกหาบและต้องทำหน้าที่แบกกระเป๋าให้ผมไปอีกแปดวัน อารีย์พูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย ผมพบกับอารีย์ครั้งแรกที่โรงแรมด้วยความไม่ประทับใจนัก คุณอารีย์แต่งกายด้วยเสื้อผ้าคล้ำๆ คุณอารีย์มีกลิ่นตัวแบบแขกที่ชัดเจนที่สุดตั้งแต่ผมมาถึงเนปาล(และจนกระทั้งผมกลับ) คุณอารีย์ไม่ได้สบตากับผมเมื่อครั้งแรกที่เราเจอกัน คุณอารีย์ก้มหน้า ทักทายผมแบบคนไม่มั่นใจ คุณสามารถรู้ได้เพียงแค่มองว่าคุณอารีย์เป็นคนจน
หลายวันหลังจากนั้น คุณอารีย์กลายเป็นมนุษย์ที่มีเสน่ห์ที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยรู้จัก
เราไม่ได้คุยกันมากนักเนื่องด้วยข้อจำกัดด้านภาษา
คุณอารีย์ดูแลผมอย่างดี คอยหาผ้าห่มให้ คอยจัดการเรื่องอาหารการกิน ผมมักจะได้กินอาหารเป็นคนแรกๆในโรงแรมเสมอ เพราะคุณอารีย์จะมาจดรายการอาหารแล้วเอาไปให้ที่โรงแรมก่อน ซึ่งจริงๆไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้ คุณอารีย์เป็นลูกหาบไม่ใช่ไกด์ คุณอารีย์เป็นลูกหาบที่ดีที่สุดคนหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่คุณอารีย์ก็ไม่ได้ต่างจากแขกที่ยากจนคนอื่นๆที่ผมเคยเจอ คุณอารีย์พยายามหาโอกาสทำเงินจากผมเมื่อมีโอกาส คุณอารีย์พาผมไปซื้อของในร้านที่รู้จักกันซึ่งขายของแพงมากๆ คุณอารีย์หาห้องพักที่มีสองเตียงให้ผมเสมอถึงแม้ว่าผมจะมาคนเดียว คุณอารีย์มักจะบอกราคาห้องพักกับผมในราคาที่แพงกว่าปกตินิดหนึ่งเสมอโดยที่คุณอารีย์คงไม่ทันได้นึกว่าราคาห้องพักจริงๆมันอยู่ในเมนูอาหารของโรงแรมด้วย แต่คุณอารีย์ก็ยังเป็นแขกที่อ่อนหัด
ผมพบความอ่อนหัดของคุณอารีย์เมื่อผมพบว่าเงินของผมอาจไม่พอไปจนจบทริป ผมจึงไม่อาจปล่อยให้คุณอารีย์คิดค่าห้องเองตามใจชอบได้อีกแล้ว ผมเริ่มคิดแผนการต่างๆนาๆในการต่อรองราคา คิดว่าจะให้ดูราคาห้องที่แท้จริงในเมนูอาหาร คิดว่าถ้าคุณอารีย์หาอะไรมาอ้าง ถ้าสุดท้ายผมต่อรองกับคุณอารีย์ไม่ได้จริงๆ ผมก็ไม่มีปัญหาเลยที่จะต้องไปอยู่ในห้องที่แย่ที่สุดของโรงแรมในราคาที่ควรจะได้ห้องดีๆ เป้าหมายของผมคือแค่ต้องการลดรายจ่ายให้มีพอไปจนถึงจบทริป และผมเป็นมนุษย์ที่อ่อนหัดนักกับการต่อรองอะไรก็ตาม และการต่อรองราคาก็เริ่มขึ้น
“ฮาว มัช”
“ทรี ฮันเดรด”
“ทู ฮันเดรด”
“บัทดิสรูม เกรทวิว”
“ทู ฮันเดรด ไอ ดอนท์ แฮฟ มัช มันนี่”
“อาาาา โอเค”
และการต่อรองราคาก็จบลง คุณอารีย์อ่อนหัดกว่าผมอีก และเป็นเช่นนั้นเสมอในอีกหลายๆวัน คุณอารีย์เป็นคนอารีย์และเป็นเช่นนั้นเสมอถึงแม้คุณอารีย์จะอยากได้เงินจากผมแต่คุณอารีย์ก็จะแพ้ความใจอ่อนของตัวเองเสมอ ผมพบว่าเงินของผมเหลือมากกว่าที่คิด ผมเลยเลิกต่อรองราคากับคุณอารีย์และหลังจากนั้นมันเป็นความสุขของผมที่จะลุ้นว่าราคาห้องพักที่คุณอารีย์บอกผมนั้นตรงกับในเมนูอาหารหรือเปล่า
ผมยังจำได้เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ผมยังเป็นเด็ก คนงานในบ้านผมรับโทรศัพท์ด้วยการเอาด้านที่ฟังไปไว้ตรงปากและเอาด้านที่ใช้พูดไว้ตรงหู ผมรู้สึกตลกและมองเธอด้วยสายตาดูถูก
ผมยื่นโทรศัพท์ให้คุณอารีย์เพื่อให้ถ่ายคลิปวิดีโอให้ ผมต้องเจรจากับคุณอารีย์อยู่นานคุณอารีย์ถึงจะเข้าใจว่าผมต้องการให้ถ่ายวิดีโอไม่ใช่รูป และคุณอารีย์ก็ถ่ายวิดีโอเซลฟี่ตัวเอง ซึ่งนั่นกลายเป็นคลิปวิดีโอที่ผมชอบที่สุดในทริป ผมรู้สึกตลกและมองคุณอารีย์ด้วยสายตามีความสุข
ถ้าโลกเรามีมาตรวัดความคูล คุณอารีย์จะได้ 0 เป็นจุดต่ำสุดของความคูล
ถ้าโลกเรามีมาตรวัดความมีเสน่ห์ คุณอารีย์จะได้ 99 เป็นจุดเกือบสูงสุดของความมีเสน่ห์
ผมมองย้อนกลับไปยังมนุษย์ที่ผมได้รู้จัก มนุษย์ที่กลัวมะพร้าว มนุษย์ที่กลัวหนังไก่ มนุษย์ที่หูแดงเวลาอาย เวลาผมนึกถึงมนุษย์พวกนี้ผมจะยิ้มเสมอ
ถ้าจะมีสูตรสำเร็จของความสมบูรณ์แบบในมนุษย์ ส่วนผสมที่ขาดไม่ได้เลยอาจเป็นความไม่สมบูรณ์แบบ
ณ ตอนนี้ คิดแบบนี้
Image

 

I’m sorry I never

    วันนี้เป็นวันที่ชายชราอายุครบรอบ 100 ปีพอดี เขานอนรอคอยความตายอยู่บนเตียง ข้างกายมีภรรยาของเขาคอยเคียงข้าง ไม่มีใครร้องไห้ พวกเขาต่างรู้ว่าสักวันหนึ่งต้องมีใครจากไป ไม่มีสิ่งใดอยู่ไปชั่วนิรันดร์ เป็นความต้องการของเขาที่อยากอยู่กับภรรยาเพียงแค่สองคน ซึ่งนั่นก็คงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วเพราะห้องเล็กๆของโรงพยาบาลคงไม่อาจรองรับผู้คนนับพันที่รอคอยอยู่ด้านนอกได้ มีผู้คนชื่นชมอย่างมากมาย มีภรรยาที่รัก ตายจากไปอย่างสงบ ชีวิตมนุษย์จะต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีก
    ชายชราจากไปอย่างสงบ

     เขาตื่นขึ้นมาอีกที่ ทุกอย่างเป็นสีขาว มีเสียงเพลงบรรเลงเบาๆ อะไรบางอย่างบอกเขาว่าที่นี่คือสวรรค์ ด้านหน้าชายชรามีกบตัวหนึ่งกำลังจ้องเขาอยู่
     “สวัสดี” กบร้องทัก
     “สวัสดี” ชายชราตอบ
     “เจ้าไม่แปลกใจหรือที่เห็นกบพูดได้” กบถามด้วยความแปลกใจ
      “ข้าไม่แปลกใจที่เห็นกบพูดได้” ชายชราตอบ
     “เจ้ารู้ว่าข้าเป็นใครเหรอ”
     “ท่านคือพระเจ้า”
     “ถ้างั้นเจ้าคงรู้ว่าข้ามาอยู่ที่นี่ทำไม”
     “เพื่อต้อนรับข้าสู่สวรรค์”       
     “เปล่าเลย เจ้าไม่คู่ควรกับสวรรค์”
     “เป็นไปไม่ได้ ข้าทำความดีมาทั้งชีวิต ช่วยเหลือผู้คนมากมาย ข้ามีทุกอย่างที่มนุษย์พึงจะมี ข้ามีคนที่ข้ารักและคนที่รักข้า ไม่มีเหตุผลที่ข้าไม่คู่ควรกับที่นี่”
     “ที่นี่ ไม่ต้อนรับ คนไม่มีความสุข”
     “ท่านจะบอกว่าข้าไม่มีความสุขหรือ เป็นไปไม่ได้ ข้าเป็นมนุษย์ที่มีความสุขมากที่สุดคนหนึ่ง ข้าไม่เคยแม้แต่ร้องไห้”้
     “เจ้าไม่เคยร้องไห้ มนุษย์เอ๋ย เจ้าคิดว่าข้าสร้างมนุษย์ให้มีน้ำตาไปทำไมกัน”
     “เพื่อลงโทษคนที่ใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุข”
     “มนุษย์เอ๋ย เจ้าลืมไปแล้วหรือ ว่าเจ้าเคยพูดกับเพื่อนของเจ้าว่าอย่างไร เกี่ยวกับเรื่องน้ำตา”
     “ข้าไม่เคยลืม”
     “ว่าอะไร”
    “ร้องไห้เถอะ คนเราไม่ได้มีน้ำตาไว้ให้กลั้น”
     “แต่เจ้ากลับทำตรงกันข้ามอย่างนั้นหรือ”
    “……”
    “ตอนนี้เจ้าไม่เหมาะกับที่นี่ จงไปร้องไห้ให้พอแล้วกลับมาหาข้าใหม่”

    สิ้นคำสุดท้ายของพระเจ้า ชายชราก็มาโผล่อยู่ในที่มืดมิดที่เขาไม่รู้จัก ด้านหน้าชายชรามีกล่องใบหนึ่ง กล่องที่เขาคุ้นเคย ความทรงจำทั้งชีวิตของเขาอยู่ที่นี่ ทุกครั้งที่เขาเสียใจ เขาจะนำสิ่งที่ทำให้เขาเสียใจใส่ลงในกล่อง แล้วลืมมัน เขาทำอย่างนี้มาทั้งชีวิต ซึ่งทำให้เขาไม่เคยร้องไห้ สิ่งที่เขาหลงลืมไปนาน
   ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ ชายชราได้แต่ร้องไห้ ร้องไห้ แล้วก็ร้องไห้

  “สวัสดี”
  ชายชราลืมตาขึ้นมา ทุกอย่างเป็นสีขาว อะไรบางอย่างบอกเขาว่าที่นี่คือสวรรค์
  “เจ้าพร้อมหรือยังสำหรับสวรรค์”
  “ข้า ข้ายังมีสิ่งที่ต้องบอกภรรยาข้า ข้าขอกลับลงไปที่โลกมนุษย์อีกครั้ง”
 “เจ้าไม่ต้องทำเช่นนั้นหรอก ภรรยาของเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว ไม่มีมนุษย์คนใดมีอายุได้ถึงห้าพันปี”
  ภายหน้าเขา ใบหน้าที่คุ้นเคยปรากฏขึ้น เธอแก่ลงไปมาก น่าจะเท่าๆกับเขาตอนที่จากโลกมา เธอคงจากมาอย่างสงบเช่นกัน
  “ผม….” ชายชราพยายามพูด แต่ก็ถูกภรรยาขัดขึ้นมาก่อน
  “ฉันรู้” ภรรยาของเขายิ้มให้
  ชายชรายิ้ม น้ำตาหยดสุดท้ายไหลออกมา และนั่นเป็นวันที่เขาได้เข้าสู่สวรรค์

 

วันหนึ่งในฤดูหนาว

ผมเองคงต้องยอมรับว่าประสบการณ์สัมภาษณ์ผู้คนกว่า 10 ปี ทั้งดาราดัง นักร้อง นักการเมือง คนมีชื่อเสียงในสังคม ไม่ได้ช่วยลดความตื่นเต้นของผมลงไปได้เลย นี่มันเหมือนวันแรกที่ผมก้าวเข้ามาทำอาชีพนี้ไม่มีผิด อันที่จริงแล้ววันนี้อาจจะตื่นเต้นยิ่งกว่า
นี่เป็นบุคคลระดับตำนาน เป็นคนที่ไม่ว่าจะเด็กหนุ่ม ผู้ใหญ่ หรือคนแก่ถือเป็นไอดอล เป็นคนที่หลายๆคนอิจฉา นี่ไม่ใช่คนที่หล่อที่สุด ไม่ใช่คนที่รวยที่สุด แต่เป็นมนุษย์คนนึงที่ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ที่สุด
“คุณพราย ผมจะมาช้าสัก 1 ชั่วโมง 45 นาที ทำตัวตามสบายนะ ผมบอกแม่บ้านไว้แล้ว”
ยังไม่ทันได้ตอบอะไรเขาก็วางสายไป
ผมเชื่อว่าใครๆก็คงคิดว่าผมคงโกรธ ผมเองก็คิดแบบนั้น แต่ผมจะไปโกรธลงได้ยังไง ในเมื่อตั้งแต่ผมเข้ามาในบ้านนี้ผมได้แต่พูดคำว่า “ขอบคุณครับ”
“คุณพราย แซลมอนนอร์เวย์ค่ะ”
“คุณพราย โกโก้แอตแลนติสค่ะ”
แอตแลนติส?
“คุณพราย ห้องสปาด้านนี้ค่ะ”
“คุณพราย ออนเซ็นต์ป่าหิมพานต์ด้านนี้ค่ะ”
ป่าหิมพานต์?
ตอนนี้ผมกลับมานั่งที่ห้องรับแขกอีกครั้ง
-1 ชม 45 นาที-
“เมอร์รีคริสต์มาส!”
เมอร์รีคริสต์มาส? นี่มันวันผู้สูงอายุ
ผมหันไปมองทางต้นเสียง คนที่กำลังลงจากบันไดเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคนที่ผมมารอสัมภาษณ์ และเขาอยู่ในชุดกันหนาวพร้อมหมวกซานต้าบนหัว
นี่มันฤดูร้อน! เขาอยู่บ้านมาตลอด!
“รอนานมั๊ยครับ พอดีไอ้หนังที่ผมจะดูมันเป็นหนังคริสต์มาสน่ะ ผมกะว่าคุณมาผมก็ดูเสร็จพอดี แต่ผมดันหาหมวกซานต้าไม่เจอ มาเจอตอนคุณมาพอดี ก็เลยเพิ่งได้เริ่มดูตอนนั้น ฮ่าๆๆๆๆๆ”
หมวกซานต้า? ผมเริ่มคิดว่าไอ้หมอนี่ไม่ใช่มนุษย์